counters

hisoparty

‘Change’ to ‘One More Time’ True Bangkok United

22 days ago

“จะเหนื่อยแค่ไหน ก็แค่อีกครั้งหนึ่ง เราต้องกลับมา One More Time” คำพูดปลุกใจ และ Motto ที่สำคัญของประธานสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่นำมาใช้ในการสร้างกำลังใจให้กับนักฟุตบอลทุกคนของทีม อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่สุภาพบุรุษท่านนี้ยึดถือไว้เสมอในการทำทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จ

ซึ่งสิ่งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถ้าเรามีความพยายามมากพอ ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถไปถึงเป้าหมายได้ การันตีจากผลงานที่อยู่ในลำดับ Top 3 ของ สโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ในช่วง 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยความสำเร็จที่มีแต่เดินไปข้างหน้านี้ จึงเป็นสิ่งที่เราอยากเรียนรู้ และทราบถึงแนวคิด ในการบริหารทีมของประธานสโมสรฯ ท่านนี้ว่าเขาทำได้อย่างไร ที่สามารถบริหารทุกอย่างได้ดีภายใต้หมวกแห่งหน้าที่ที่แตกต่างกันแต่ละใบ นี่จึงเป็นที่มาของการบุกไปเยือนสนามเหย้าของทีมสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เพื่อพบกับ ‘คุณขจร เจียรวนนท์’ ประธานสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด พร้อมเฮดโค้ชของทีมฯ คุณมาโน่ โพลกิ้ง กุนซือสัญชาติ บราซิล และนักเตะมากฝีมือของทีมอย่าง คุณไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด, คุณมิก้า ชูนวลศรี, คุณแอนโทนี เพ็ชร อำไพพิทักษ์วงศ์, คุณมานูเอล ทอม เบียห์ร และ คุณธีรเทพ วิโนทัย...

คุณขจร เจียรวนนท์ : KACHORN CHIARAVANONT
ประธานสโมสร / กรรมการบริหาร
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

เดิมทีจากการสวมเพียงหมวกของนักธุรกิจ มาสู่การสวมหมวกหน้าที่อีกหนึ่งใบกับการเป็นประธานสโมสรฟุตบอล ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

“ผมเริ่มต้นเข้ามาดูแลทีมฟุตบอลจากการที่ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ มาทาบทาม เพราะเห็นผมชอบกีฬา ตอนนั้นผมคิดว่า ลองดู น่าจะสนุกดี ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าคงทำแค่ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แบบว่ามาดูเกมส์สนุกๆ (หัวเราะ) แต่พอรับงานมาแล้ว ก็รับรู้ได้เลยว่าเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของเราพอสมควร เพราะมีดีเทลต่างๆ มากมาย ฉะนั้นจึงต้องใช้เวลาเยอะ ผมเริ่มจากการเข้ามาศึกษาก่อน เพราะถึงแม้ผมจะชื่นชอบกีฬาก็จริง แต่ฟุตบอลนี่ผมไม่เก่งเลย ฉะนั้นปีแรกเราศึกษาเรื่องฟุตบอล พอศึกษาปุ๊บ ปีที่ 2 เริ่มขยับในการเปลี่ยนแปลง เรามีทั้งเปลี่ยนโค้ช สำหรับโค้ชกว่าจะถึงมาโน่นี่เราเปลี่ยนไปแล้ว 2 คน จนมาถึงมาโน่ซึ่งเขาอยู่กับเรามาเป็นปีที่ 4 แล้ว จากนั้นเราก็เปลี่ยนเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา มีโค้ชฟิตเนสที่เข้ามา เรามีนักกายภาพบำบัดเข้ามาเพื่อดูแลนักฟุตบอลในทีมทุกคน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเปลี่ยนแปลงก็เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ยิ่งในปีนี้ เมื่อต้นฤดูกาลนับเป็นการปฏิวัติโฉมครั้งใหญ่ของสโมสร คือเราได้มีการเปลี่ยนแปลงทีมสู่มิติใหม่ด้วยแนวคิด ‘Change’ ทั้งในเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกที่จะปรากฏสู่สายตาแฟนบอล โดยเริ่มตั้งแต่โลโก้สโมสร ที่ปรับใหม่ให้ดูฮึกเหิม เปลี่ยนสีจากน้ำเงินเป็นสีดำ เพื่อสื่อถึงพลังความเข็มแข็งของทีมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงเปลี่ยนชื่อสโมสรจากแบงค็อก ยูไนเต็ด เป็น ‘ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด’ อย่างเป็นทางการครับ”

จากคิดว่าทำงานเพียง 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในวันนั้นสู่การทุ่มเทให้กับทีมในทุกๆ วัน
“ตอนนี้กลายเป็นเกือบฟูลไทม์ครับ (หัวเราะ) พูดง่ายๆ ว่าทุกวันนี้ผมทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ เพราะว่าทั้งฟุตบอล ทั้งงานธุรกิจประจำที่ทำอยู่แล้ว รวมกันกลายเป็นทั้งสัปดาห์แล้ว แต่ในส่วนงานฟุตบอลนี่จริงๆ ทำเกือบทุกวันเลยนะ เพียงแต่ว่าเราแชร์เวลามา โดยภายใน 1 วันต้องทำหลายอย่าง รวมทั้งเสาร์อาทิตย์ด้วย แม้จะเป็นช่วงปิดฤดูกาลก็ต้องทำงาน และหนักมากด้วย เพราะเราต้องเตรียมนักเตะ เตรียมหาสถานที่ หาทีมที่มาเล่นกับเรา เตรียมการตลาดว่าเสื้อผ้าต้องเป็นอย่างไร โลโก้ใครจะอยู่ตรงไหน ใครจะเป็นสปอนเซอร์เล็กใหญ่ วัตถุดิบเสื้อผ้าดีไซน์เป็นยังไง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็คือการเตรียมทีมของเราให้พร้อมที่สุดครับ”

ผลงานเป็นที่น่าพอใจ?
“3 ปีแล้วครับ ที่เราอยู่อันดับ Top 3 เราเคยอยู่ที่ 2 อยู่ที่ 3 ปีนี้อยู่ที่ 2 อยู่ เราทุกคนอยากขึ้นเป็นที่ 1 มาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราก็พยายามรักษาอันดับให้เราใกล้เคียงที่สุด แล้วก็ขอดวงอีกนิดหนึ่ง คือถ้าพูดถึงนักเตะ ทีมเรานี่พร้อมที่จะเป็นแชมป์อยู่แล้ว แต่แน่นอนว่ามันมีองค์ประกอบเยอะมากที่จะไปถึงตรงนั้น จริงๆ หลายทีมพร้อมที่จะเป็นแชมป์นะ แต่ถ้าเล่นๆ มานักเตะบาดเจ็บ มันก็ตกได้ ซึ่งอันนี้เราควบคุมไม่ได้ มันจะมีอีกหลายอย่างมากที่เราควบคุมไม่ได้”

จุดแข็งของทีมสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด
“ผมว่าจุดแข็งของเราคือทุกคนใน ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด มีแพชชั่นที่จะทำงาน แล้วสร้างทีมร่วมกัน รวมถึงนักเตะด้วย ทีมนี้ผมว่าเป็นทีมที่ไม่เหมือนทีมอื่น เรารักกันมาก ทุกๆ คนมีใจมากที่จะสู้ให้กับทีม เราเรียกกันว่าบรรยากาศของ Dressing room บรรยากาศของ Dressing room เราดีถ้าเทียบกับทีมอื่น แล้วเราไม่มีใครเด่นออกมา ทุกคนดีหมด โดยรวมแล้วเราอยู่ในมาตรฐานที่เรามั่นใจและพอใจครับ”

วิธีการสร้างให้ทุกคนรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
“Dressing room คือบรรยากาศของเรา ฟุตบอลเป็นทีมเวิร์ค ไม่ใช่มีฮีโร่คนเดียว เราเป็นทีมเวิร์คด้วยกัน เพราะฉะนั้นอยู่ด้วยกันเราต้องคุ้นเคยกัน ต้องสนุกร่วมกัน สไตล์คล้ายๆ กัน ก็เหมือนสามีภรรยามันก็ต้องมีคลิกกันบ้าง แต่ถ้าไอเดียคนละอย่างก็อยู่กันไม่ได้ คือนอกจากเราจะใส่ใจในเรื่องการพัฒนาให้ทุกคนมีความพร้อมในด้านร่างกายแล้ว เราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของบรรยากาศมาก บางทีหลายทีมที่งบมากกว่าเราเป็นเท่าตัว แต่บรรยากาศของ Dressing room ไม่ได้ ก็เข้ากันไม่ได้นักฟุตบอลเล่นด้วยกันไม่ได้ คุณไม่มีแพชชั่นที่จะออกไปไดรฟ์ให้ทีม เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือการดูแล ให้ทุกคนรักใคร่กัน ผู้จัดการทีมดูแลอย่างไร โค้ชดูแลเด็กอย่างไร พอบรรยากาศมันดีทุกอย่างมันก็มาเอง”

กองเชียร์ของสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด
“กองเชียร์ของเรามีหลายกลุ่ม กองเชียร์ตามมาตั้งแต่เป็นทีมมหาวิทยาลัยกรุงเทพก็ยังตามกันมาอยู่ มีกองเชียร์ใหม่ๆ ที่หลังจากเห็นเราเล่นดีขึ้นทำให้เขาเริ่มมาเชียร์เราก็มี มีกองเชียร์จากในบริษัทของเราก็เริ่มเข้ามา แล้วก็มีกองเชียร์ที่ชอบฟุตบอล ซึ่งกองเชียร์ทุกคนที่ว่ามา มีความสำคัญกับทีมเราเป็นอย่างมาก ทางทีมทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เราต้องบอกว่าเราโชคดี กองเชียร์ของเราซัพพอร์ตตลอด เวลาแพ้ เวลาเหนื่อย หรือแพ้มาติดกันหลายเกม กองเชียร์เขาก็ยังมาเชียร์ มาให้กำลังใจ นี่เป็นสิ่งที่เราได้มาตลอด 6 – 7 ปี กองเชียร์ผมน่ารักมาก และถึงแม้กองเชียร์ผมน้อยแต่แน่นมาก ไปไหนไปด้วยกัน เหนื่อยก็เหนื่อยด้วยกัน เวลาผมเหนื่อยเขาช่วยให้กำลังใจ นั่นคือสิ่งที่ทาง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ต้องการมาก และได้รับมาเสมอครับ”

สิ่งที่คุณยึดถือทั้งในการบริหารงาน บริหารทีม และการใช้ชีวิต
“ถ้าวันหนึ่งรู้สึกแพ้ รู้สึกเหนื่อย หรือเป็นอย่างไร ผมก็จะนำคำหนึ่ง คำว่า One More Time ของผมมาใช้ คำนี้มาจากโค้ชที่สอนผมตอนเด็กๆ สมัยผมเล่นกีฬาที่อเมริกา เขาเป็นคนสอนคำนี้กับผม คือยกตัวอย่าง โค้ชเขาจะไม่ได้บอกให้คุณวิดพื้น 20 ครั้ง เขาบอกวิดพื้นอีก 1 ครั้ง เพราะถ้าบอก 20 ครั้ง ครั้งที่ 15 คุณรู้สึกเหนื่อย อันนั้นคืออยู่ที่หัวคุณคิดเอง จริงๆ คุณไม่ได้เหนื่อยนะ คุณคิดไปเอง แต่ถ้าคุณใช้เทคนิคมาจูนหัวว่า อีก 1 ครั้ง ก็แค่อีก 1 ครั้ง ก็วิดได้เป็นร้อยครั้ง เพราะฉะนั้นเวลาคุณแพ้หรือคุณเหนื่อยขึ้นมา ก็แค่อีกครั้งเดียวอีกแค่นี้ อันนี้คือหนึ่งในจิตวิทยาที่เราใช้กับทีม เวลาแพ้ติดกัน 3 – 4 ครั้ง เราก็บอกว่า เฮ้ย! One More Time”

ทีมสโมสรทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด สำหรับคุณในวันนี้
“ทีมนี้ผมทุ่มเทมาก และรักมาก เหมือนครอบครัวตัวเอง เหมือนลูกเลยนะจริงๆ แล้ว ใครจะแต่งงาน ใครจะสร้างบ้าน (หัวเราะ) ผมมีส่วนร่วมหมด เป็นทีมที่สนิทสนมกันมาก เป็นทีมที่ผมว่ามีบรรยากาศของ Dressing room ดีที่สุดที่ผมเคยบริหารงานมา ไม่เคยเห็นที่ไหนดีเท่านี้”

อยากฝากอะไรถึงคนกรุงเทพฯ ให้มาเชียร์สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ทีมแข้งเทพ ของคนกรุงเทพฯ
“กรุงเทพฯ มีอะไรที่สีสันเยอะ เพราะฉะนั้นอยากให้คนกรุงเทพฯ มาลองดูทีม ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ว่าทีมของเรามีสีสันอย่างไร ทีมเวิร์คเป็นอย่างไร ความสนุกสนานในสนามเป็นอย่างไร อยากให้ทุกคนออกนอกบ้านมาสนุกกันในสนาม แต่ถ้ามาไม่ได้จริงๆ แน่นอน เชียร์เราได้ในทรูไอดี” (หัวเราะ)

คุณมาโน่ โพลกิ้ง : MANO POLKING
หัวหน้าผู้ฝึกสอน

“ผมเริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยโค้ชให้กับทีมชาติไทย อยู่ประมาณ 3 – 4 ปี จากนั้นก็ได้รู้จักกับโค้ชในแต่ละสโมสร จนได้รับโอกาสจากสโมสรอาร์มี่ ยูไนเต็ด ที่หยิบยื่นโอกาสให้เป็นสโมสรแรกในการเริ่มต้นเป็นโค้ช ในระดับสโมสรในไทยลีก ซึ่งตอนนั้นก็สามารถทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ จนนำไปสู่การเข้าไปสู่ทีมสุพรรณบุรี เอฟซี แล้วไม่นานก็ได้รับการติดต่อจากทีมสโมสรของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ทาบทามให้มาเป็นโค้ชให้กับทีมฯ ซึ่มผมแทบไม่ลังเลเลย เพราะรู้จักทีมอยู่แล้ว รู้ว่าเป็นทีมที่มีคุณภาพ และผมคิดว่าเหมาะสมที่จะได้มาร่วมคุมทีม

“เมื่อได้มาร่วมงานกันแล้วเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับผม คือเรื่องของเคมีที่เข้ากันระหว่างผมกับบอร์ดบริหาร เราเข้ากันได้ดี จึงนำไปสู่การทำงานที่ราบรื่น และสไตล์การทำทีมของผมก็เหมาะกับนักเตะที่มีอยู่ตอนนั้น จะเห็นได้ว่าตอนที่ผมเข้ามาคุมทีมแรกๆ ทีมเริ่มมีการปรับผลงานได้ดีขึ้นเลย ซึ่งในตอนนั้น ทีมอยู่ในโซนตกชั้นด้วยซ้ำ พอปรับผลงานได้ดีขึ้น ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลายๆ ทาง อย่างเช่นเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้เล่น ผมมีโอกาสได้เลือกผู้เล่นที่ผมอยากได้ ซึ่งบอร์ดบริหารก็ให้เกียรติผมมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ

“ณ วันนี้ เป้าหมายหลักๆ คือการพาทีมให้ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ หรือได้พาทีมเข้าไปเล่นใน AFC Champions League ซึ่งนี่เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนเพราะถึงเวลาแล้ว ที่ผมจะต้องพาทีมไปให้ถึงเป้าหมายเหล่านั้นให้ได้ และรวมไปถึงเรื่องของนอกสนามคือการเล่นบอลเอ็นเตอร์เทนที่จะทำให้แฟนบอลเข้ามาชมกันมากขึ้นด้วยครับ

“สำหรับผม คำว่า ‘One More Time’ คือคำปลุกใจ ทั้งนักเตะ และโค้ช ให้สู้ และไม่ยอมแพ้ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นให้คิดว่าครั้งต่อไปเรายังมีโอกาสอีกครั้งเสมอ”

คุณแอนโธนี อำไพพิทักษ์วงศ์ : Anthony Ampaipitakwong
กองกลาง และ กัปตันทีม

“การเป็น ‘กัปตันทีม’ สำหรับผมก็เหมือนเป็นตัวแทนของสโมสรทั้งในสนามและนอกสนาม ดังนั้นผมจึงต้องประพฤติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีเสมอ ไม่ว่าจะกับเพื่อนร่วมทีมหรือแฟนบอล ผมรู้สึกดีใจที่ได้กลับมาเล่นที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิดของคุณพ่อ ที่สำคัญผมตั้งเป้าหมายว่าจะพาทีมคว้าแชมป์ให้ได้มากที่สุดครับ”

คุณธีรเทพ วิโนทัย : TEERATEP WINOTHAI
กองหน้า

“ตำแหน่งกองหน้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำประตู รองลงมาคือ การสร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูให้กับเพื่อนร่วมทีมครับ ซึ่งข้อดีของผมคือความขยัน ผมจะเคลื่อนที่ตลอดเวลา ไม่ได้รอทำประตูอย่างเดียว ผมคิดว่านี่เป็นเสน่ห์ของผู้เล่นกองหน้า ที่ทำให้เล่นแล้วรู้สึกสนุก เพราะเป็นการชาเลนจ์ระหว่างเรากับกองหลัง ซึ่งตอนนี้ผมเล่นตำแหน่งกองหน้าให้ True Bangkok United มาเป็นปีที่ 3 แล้ว ก่อนที่คุณขจรจะเข้ามาดูแลทีม True Bangkok United อยู่ท้ายตาราง แต่หลังจากนั้นทีมก็ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ ดังนั้นเป้าหมายที่ทางสโมสรต้องการ คือการเป็นแชมป์ ถ้วยใดถ้วยหนึ่ง ซึ่งตรงกับเป้าหมายของผมคือ อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับทีม ด้วยการคว้าแชมป์สักแชมป์ให้กับ True Bangkok United ครับ”

คุณมิก้า ชูนวลศรี : MIKA CHUNUONSEE
กองหลัง

“กองหลังต้องมีความแข็งแกร่ง ซึ่งผมคิดว่าตัวเองมีทั้งความแข็งแกร่ง ความมุ่งมั่น มีความฟิตที่ดี และบ้าพลัง เรื่องทักษะเบสิคก็มีอยู่แล้ว ผมจึงเล่นได้ทั้งแบ็ก ทั้งเซ็นเตอร์ ขึ้นอยู่กับโค้ชจะเลือกให้เล่น ผมว่าทุกครั้งที่เรายืนอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ 1 ที่ 2 หรือที่ 3 มันเป็นที่ที่เราควรจะอยู่ๆ แล้ว ผมเลยไม่ค่อยเสียใจ เพราะผมทำเต็มร้อยทุกครั้ง แต่ถ้ายังไปไม่ถึงจุดสูงสุด แสดงว่ายังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนา ผมจึงใช้สิ่งเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำดีขึ้นกว่าเดิม จนกว่าจะไปถึงเป้าหมายที่ผมหวังไว้คือ อยากจะคว้าแชมป์กับ True Bangkok United อยากไปเล่นเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก ที่เป็นรายการสูงสุดของสโมสร ต้องพยายามจบ 1 ใน 2 ให้ได้ เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าสูงสุดคือ ต้องได้ไทยลีก ผมคิดว่าทุกคนในทีมก็หวังไว้เหมือนกัน เราต้องพยายามทำให้ได้ครับ”

คุณไมเคิล ฟาลเคสการ์ด : Michael Falkesgaard
ผู้รักษาประตู

“ตำแหน่ง ‘ผู้รักษาประตู’ แน่นอนว่าต้องสำคัญอยู่แล้ว เพราะทุกทีมขาดไม่ได้ จุดเริ่มต้นทุกอย่างมาจากผู้รักษาประตู ถ้าเพื่อนร่วมทีมมีความไว้วางใจก็จะทำให้ทุกคนมั่นใจในการเล่นมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การคว้าชัยชนะในแต่ละนัดได้ และผมก็หวังว่าจะพาทีมประสบความสำเร็จสามารถคว้าแชมป์ และสามารถไปเล่นในศึกเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกได้ครับ”

คุณมานูเอล ทอม เบียห์ร : Manuel Tom Bihr
กองหลัง

“สำหรับผมการแข่งขันในแต่ละครั้ง ไม่ได้เริ่มต้นตอนที่ผู้ตัดสินเป่านกหวีด แต่มันเริ่มมาจากการเตรียมทีมก่อนหน้านั้น ไม่ว่าจะเป็น การวางแผนการเล่น การวิเคราะห์ทีมคู่แข่ง ดูว่ากองหน้าคู่ต่อสู้เล่นยังไง แต่ละคนมีจุดแข็งจุดอ่อนยังไงบ้าง ฯลฯ ซึ่งมันทำให้ผมรู้ว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์อะไรในการแข่งขันแต่ละนัด สิ่งนี้ก็เป็นวิธีที่ช่วยลดความกดดัน ที่สำคัญผมมองว่าเพื่อนในทีมทุกตำแหน่งมีความสำคัญเท่ากันหมด เราต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวกันถึงจะสามารถพาทีมคว้าชัยนะได้”

ขอบคุณชุดสูท จาก


แต่งหน้า

ทำผม


Story by Arunlak, Lady k., Daruwan
Photo by Veerapol
VDO by Subin

SHARE