counters

hisoparty

Celebrity in Focus : On My Way…

1 year ago

การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ถือเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดของชีวิตการทำงาน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสโชคดีอย่างนั้น แต่ในทางกลับกัน หากเราลองเปลี่ยนมุมมองความคิด หันกลับมารักในสิ่งที่เราทำ ความสุขก็คงเกิดขึ้นได้ไม่ยากเช่นกัน

สำหรับเซเลบริตี้สาวสวยรุ่นใหม่ทั้ง 4 คนที่เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์เธอในครั้งนี้ ล้วนเป็นบุคคลที่โชคดี เพราะเธอได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และเธอก็รักในสิ่งที่ตัวเองทำ บนทางที่เธอต่างเลือกเอง...

NOVA CONTEMPORARY
คุณสุทธิมา สุจริตกุล (จุนโกะ)
The Founder and Director of NOVA Contemporary Gallery

หญิงสาวผู้นี้เป็นหนึ่งคนที่สะสมความชื่นชอบในงานศิลปะมาตั้งแต่วัยเด็ก จากจุดเล็กๆ ที่ชอบดู ชอบมอง ต่อเติมความรักในงานศิลป์มาเรื่อยๆ จนมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับอาร์ตมิวเซียมระดับโลกอย่าง The Metropolitan New York Museum of Art ทำให้แน่ชัดในความต้องการของตนเอง และเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่จะเปิดแกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติขึ้นที่เมืองไทย โดยมุ่งหวังที่จะเผยแพร่ผลงาน และความรู้เกี่ยวกับศิลปะร่วมสมัยให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้มีความเข้าใจในศิลปะมากขึ้น

“จุนโกะชอบงานศิลปะมาตั้งแต่เด็กค่ะ แต่ว่าวาดภาพไม่เป็นนะคะ (หัวเราะ) คือจะชอบดู ชอบดูงานเพ้นติ้ง ชอบไปพิพิธภัณฑ์ และพอไปอังกฤษก็ยิ่งได้สัมผัสกับงานเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งช่วงเรียนสมัยไฮสคูล จุนโกะจะเรียนเกี่ยวกับ Western Arts ก่อน คือเริ่มจากเรียนรู้พวกงานแอนทีจ งานเก่าๆ เลย ถ้าถามว่าชอบมั้ย ก็ดีนะคะ เพราะว่ามันทำให้เราได้เห็นงานศิลปะอีกแง่หนึ่ง แต่พอตอนเรียนปริญญาตรี จุนโกะเลือกเรียนทางด้านแฟชั่น คือเรียน Fashion Promotion ที่ University of the Arts ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบทางนี้เท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นพอปริญญาโท จึงหันกลับไปเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะค่ะ ที่ University of London จุดนี้ทำให้รู้เลยว่าตัวเองชอบทางนี้จริงๆ ยิ่งเรียน ก็ยิ่งชอบ และพอยิ่งได้ไปฝึกงานที่ The Metropolitan New York Museum of Art 2 ปี ทุกอย่างก็ชัดเจนเลยว่าเราชอบทางนี้มาก พอกลับมาเมืองไทย ก็อยากจะทำอะไรเป็นของตัวเอง และจังหวะดี มีผู้ใหญ่อย่างคุณป๋วย ดร.ดิศพล จันทศิริ คอยให้คำปรึกษาตลอด เขาก็บอกว่าควรทำ เพราะมันถึงเวลาแล้วที่บ้านเราควรต้องมีแกลเลอรี ที่แหวกแนวไม่เหมือนคนอื่น ควรต้องมีแกลเลอรีที่ International ก็เลยกลายเป็นที่มาของ NOVA CONTEMPORARY ซึ่งคำว่า NOVA หมายถึง  New Born Star และที่เราเรียกที่นี่ว่าคอมเทมโพรารี ไม่อยากเรียกว่าแกลเลอรีเพราะว่าบางที เราไม่ได้ขายอะไรเยอะ เราไม่ได้ขายทั้งโชว์ นี่คือจุดเริ่มต้น ซึ่งจะว่าไปที่นี่ก็ถือว่าเป็นธุรกิจหนึ่งของเรา เพราะที่นี่คือตัวกลางของการซื้องานศิลปะ เก็บงานศิลปะ เราพร้อมให้คำปรึกษาด้านงานศิลปะเพื่อการศึกษา การลงทุน และสะสมค่ะ

“จุนโกะว่าการที่เราได้ทำงานเกี่ยวกับศิลปะ ได้นำในสิ่งที่ชอบมาเป็นงาน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากค่ะ ยิ่งได้อยู่กับงานศิลปะ ยิ่งได้ใกล้ชิดก็ยิ่งมีความสุข คือรู้สึกว่าตัวเองเจอแล้วกับสิ่งที่ใช่ และเราก็ชอบ งานศิลปะมีคุณค่าทางจิตใจสำหรับจุนโกะมาก เพราะเราเป็นคนไม่ดูทีวี ไม่ดูหนัง จะอยู่แต่กับงานศิลปะ และที่หันมาทำงานศิลปะร่วมสมัยเพราะเราชอบคุยกับศิลปิน การที่เราได้อยู่กับศิลปิน ก็ทำให้เราเข้าใจชีวิต เข้าใจงานมากขึ้น และก็ทำให้เราได้นำกลับมาประยุกต์ใช้กับชีวิตเราได้ งานศิลปะสำหรับจุนโกะมันไม่ใช่แค่นำมาแต่งบ้าน มันเป็นอะไรมากกว่านั้นเยอะ ถึงมีเงินก็ใช่ว่าคุณจะซื้อมันได้

“สำหรับ NOVA CONTEMPORARY ตอนนี้เราเปิดมาได้ไม่กี่เดือน ซึ่งความคาดหวังของจุนโกะก็คืออยากให้คนต่างชาติเข้ามาชมงานเรา อยากให้ต่างชาติเขาเห็นว่า บ้านเราไม่ได้มีแค่วัดพระแก้วนะ แต่เรายังมีแกลเลอรีดีๆ ให้ดู ซึ่งจุนโกะก็จะทำโชว์ศิลปินไทยด้วย และก็จะนำงานของศิลปินไทยไปโชว์ที่ต่างประเทศ คือหลักๆ เราอยากซัพพอร์ตศิลปินไทยด้วยค่ะ จุนโกะอยากให้คนที่เดินเข้ามาดูงานที่นี่ ได้มาแชร์ประสบการณ์กัน มาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด เราไม่ได้ต้องการให้คนเข้ามาเพื่อมาซื้องานอย่างเดียว หรือจะซื้อก็ดี (หัวเราะ) คือที่สุดแล้วอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ร่วมชื่นชมกับผลงานศิลปะที่เรานำมาจัดแสดง เราเปิดรับทุกคนที่มีความชอบศิลปะ ทุกคนสามารถเรียนรู้และเริ่มต้นที่จะดูงานศิลปะได้ เพราะศิลปะไม่มีถูก ไม่มีผิด ทุกอย่างล้วนแล้วแต่มุมมองของแต่ละคนค่ะ”

NOVA Contemporary Gallery ตั้งอยู่ที่ซอยมหาดเล็กหลวง 3 ถนนราชดำริ (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าราชดำริ) สามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร.090-910-6863

BOYFRIEND
คุณพิมพิศา จิราธิวัฒน์ (แพร์)

อีกหนึ่งลูกไม้ใต้ต้นของครอบครัวจิราธิวัฒน์ แม้ไม่ได้ทำงานภายใต้ธุรกิจของครอบครัว แต่ความขยันในการสร้างธุรกิจของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยก็การันตีได้ว่าเธอได้ดีเอ็นเอความเป็นจิราธิวัฒน์มาอย่างเต็มตัว ด้วยวัยเพียง 24 ปี เธอก็เป็นเจ้าของแบรนด์ลิปสติกสุดเก๋ที่มากด้วยคาแรกเตอร์อย่าง ‘BOYFRIEND’

“แพร์เรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยค่ะ และที่แพร์เรียนสถาปัตย์ฯ เพราะอยากกลับมาช่วยงานครอบครัวอยู่แล้วแต่อาจจะยังไม่ใช่ตอนนี้ ซึ่งการที่เราได้เรียนสถาปัตย์ทำให้แพร์ได้อะไรมากมายจากตรงนั้น เพราะสิ่งที่เรียนคือศิลปะบวกกับวิทยาศาสตร์ เราสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ได้กับอะไรหลายอย่าง ซึ่งจุดนี้เองที่สร้างฐานความคิด ฝึกความอดทนให้กับแพร์ ที่สำคัญแพร์ได้ความละเอียดมาจากสิ่งที่ได้เรียนด้วย คือแพร์ เรียนอินทีเรียร์ทุกอย่างคือความละเอียดมาก ทำให้เมื่อแพร์มาทำงานของตัวเอง แพร์จะมองละเอียดมาก คือจะวิเคราะห์ว่าผู้หญิงพกลิปสติกแท่งหนึ่งจะเป็นยังไง ปัญหาคืออะไร ก็จะนำมาคิด และก็จะทดลองทุกอย่างด้วยตัวเองค่ะ

“จุดเริ่มต้นของ BOYFRIEND เริ่มมาจากที่แพร์เป็นคนชอบเครื่องสำอางมากๆ เวลาแพร์ไปต่างประเทศ และซื้อของกลับมาฝากเพื่อน ทุกคนก็จะรู้ได้ว่าต้องเป็นเครื่องสำอาง (หัวเราะ) คือแพร์ชอบไปเสาะแสวงหาแบรนด์แปลกๆ มาลองใช้ ซึ่งนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แพร์อยากทำแบรนด์เครื่องสำอางที่มีคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ สนุกๆ ราคาจับต้องได้ และมีคุณภาพ แพร์เห็นว่ายังไม่มีคนทำ ก็เลยอยากทำเพื่อสนองความต้องการตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง (หัวเราะ) และก็อยากทำเป็นธุรกิจของเราด้วย จึงชวนเพื่อนสนิททำกันค่ะ ซึ่งตอนแรกคิดว่าง่ายมาก แต่จริงแล้วมันไม่ง่ายเลย เพราะการได้มาซึ่งเท็กเจอร์ที่เราอยากได้มันยาก ก็ทดลองปรับกันจนได้สิ่งที่พอใจ จนได้ออกมาเป็น BOYFRIEND ซึ่งคอนเซ็ปต์ที่แพร์อยากให้เป็นก็คือ Good cosmetic makes you happy just like good BOYFRIEND เครื่องสำอางก็เหมือนบอยเฟรนด์คนหนึ่ง ก็เล่นตั้งแต่ชื่อแบรนด์ จนมาถึงชื่อสีของลิปสติก แพร์ก็ใช้เป็นชื่อชายหนุ่ม ก็มานั่งลิสต์กันว่าชอบดาราชายคนไหน อย่าง Adam, Brad, Calvin ประมาณนี้ค่ะ และในคอลเลกชั่นใหม่ แพร์ก็ได้ให้ลูกค้าได้มีโอกาสโหวตชื่อกัน ได้ครีเอทกันเต็มที่ แพร์อยากให้คนซื้อเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ก็เลยคิดว่าจะทำกิจกรรมอะไรที่ให้เขาได้มีส่วนร่วม เพื่อเขาจะได้รักในตัวแบรนด์ของเรา แพร์ไม่อยากทำมาแล้วขายไป แพร์อยากให้รักและผูกพันกันค่ะ และในปีนี้ก็กำลังจะออกบลัชออน อีก 5 สี คราวนี้จะไม่ใช้ชื่อผู้ชายแล้ว แต่จะเป็นแอ็คชั่นที่ผู้หญิงอยากให้ผู้ชายทำกับเรา แพร์พยายามให้มันดูซ่า และให้คนรู้สึกสนุกไปกับเรา ถ้ามีคนถามว่า BOYFRIEND คือเด็กอายุเท่าไหร่ แพร์จะบอกว่า 18 เพราะว่ายังมีความเฟรช ยังมีความซ่า ยังมีความไม่กลัวอะไร คือวันนี้ชั้นจะทาปากม่วง พรุ่งนี้จะทาสีส้ม แพร์อยากให้ทุกคนสนุกกับการแต่งหน้าไม่ต่างจากการแต่งตัว

 “ถ้ามีคนถามว่าอายุเราน้อยไปมั้ยที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ แพร์ว่าไม่นะคะ แพร์สนุก บ้านแพร์ทุกคนทำงาน นี่คงเป็นสิ่งที่แพร์ได้ซึมซับมา ซึ่งโชคดีที่แพร์เองก็ชอบทำงาน และแพร์ก็ได้เลือกทำในสิ่งที่แพร์อยากทำ แพร์ไปทำงานที่เข้าแปดโมงเช้า และเลิกหกโมงเย็นไม่ได้ เพราะแพร์เคยฝึกงาน และแพร์นั่งจ้องดูเวลาที่คอมพิวเตอร์ตลอดว่าเมื่อไหร่จะเลิกงาน แพร์ไม่ชอบความรู้สึกนั้นเลย เพราะแพร์คิดว่าถ้าเราทำงานแล้ว เราก็ต้องทำให้เต็มที่ และมีประสิทธิภาพมากๆ กับสิ่งที่เราจะทำ แพร์จึงเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เพื่อที่จะทำมันให้เต็มที่ค่ะ”

สำหรับผู้ที่สนใจ ‘BOYFRIEND’ ติดตามได้ที่  www.boyfriendcosmetics.com Instagram: @boyfriendcosmetics Facebook: www.facebook.com/boyfriendcosmetics

PITCHANA
คุณพีชนา เอกชัย (เจนิส)
Founder & Designer of PITCHANA

สาวน้อยร่างเล็กคนนี้ที่เราเห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ เธอคือลูกสาวคนเล็กของคุณจีน่า สนิทพิมพ์ เอกชัย เจ้าของบริษัทพีอาร์มากคุณภาพชื่อดังอย่างพิมพลัส พีอาร์ ซึ่งในวันนี้จากเด็กสาวช่างแต่งตัวในวันก่อน กลายเป็นดีไซเนอร์ และเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าแสนเก๋ ‘PITCHANA’ ที่ได้รับความนิยมจากเซเลบริตี้ชื่อดังมากมาย

“หลังจากเรียนจบอักษรศาสตร์ ภาคอินเตอร์ จากจุฬาลงกรณ์ฯ เจนิสก็มาทำงานกับคุณแม่ที่บริษัทพิมพลัส พีอาร์ เป็นพีอาร์เมเนเจอร์ ซึ่งจริงแล้วก่อนหน้านี้ เจนิสทำมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ก็คือช่วยแม่ทุกปิดเทอม เราเรียนรู้และซึมซับมานานพอเรียนจบก็เลยเริ่มจากงานตรงนั้นก่อนค่ะ ซึ่งความจริงแล้ว เจนิสอยากมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ก็พูดมาตลอดจนแม่ก็ปรามาสว่าพูดอยู่นั้นไม่เห็นเริ่มทำซะที ก็เลยคิดว่าถึงเวลาแล้ว เราต้องลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่เราชอบได้แล้ว

“ตอนที่เริ่มทำ PITCHANA เจนิสเริ่มจากเล็กๆ ไม่ได้เป็นคอลเลกชั่นใหญ่โต เริ่มจากลุคสองลุคขายในไอจี พยายามสะสมเงินเรื่อยๆ เพราะที่เริ่มทำไม่ได้ขอเงินพ่อแม่เลยใช้เงินตัวเองค่ะ จากนั้นก็ค่อยๆ ทำจนมาเป็น first collection 16 ลุค ค่อยๆ ก้าวไปเรื่อยๆ เพิ่มเป็น 20 ลุค จนมาถึงวันนี้ค่ะ ที่เราก็มีหน้าร้านของตัวเอง ก็ภูมิใจนะคะ เพราะทุกอย่างเราทำเองหมดเลย เพื่อนๆ เจนิสเขาก็จะช็อคมาก ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง เพราะเมื่อตอนเด็กๆ เราดูเป็นคนเรื่อยๆ  ไม่มีเป้าหมายอะไร แต่ตอนนี้เรามีเป้าหมายในชีวิตแล้ว คือเรามีหน้าที่ความรับผิดชอบ ตอนนอนหลับแล้วฝันเรายังฝันเป็นงานเลย มันเป็นจิตวิญญาณไปแล้ว คือเจนิสอยากทำให้มันดี การทำงานตรงนี้ การทำแบรนด์ PITCHANA ทำให้เราเป็นคนที่มีคุณภาพ รู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก และก็ตกใจตัวเองด้วยว่ามาถึงตรงนี้ได้ยังไง เมื่อก่อนเจนิสจะมีแค่เพื่อนมหาลัย เพื่อนมัธยมไม่ค่อยได้รู้จักคนอื่น ตอนนี้ก็ได้รู้จักคนเพิ่มขึ้น เพราะเราต้องรู้จักคนที่เราต้องทำงานด้วย และเขาก็ไม่ใช่เพื่อนเรา ไม่ได้โตมาแบบเรา ซึ่งเราก็ต้องพยายามเข้าใจเขา เราต้องปรับตัวเขาหาคนอื่น การทำงานทำให้เรามีมุมมองการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปและโตขึ้นค่ะ

“ณ วันนี้เจนิสก็อยากฝากแบรนด์ PITCHANA ด้วยค่ะ เราเป็นแบรนด์ไทยน้องใหม่ ซึ่งจุดเด่นคือเราจะมีความแตกต่างเรื่องดีไซน์ คือจะไม่เหมือนใคร คอนเซ็ปต์อยากให้ออกมาแตกต่าง โดยที่ราคาเราสามารถเอื้อมถึงสัมผัสได้ และคุณภาพดี มีความเท่ เซ็กซี่ เปรี้ยว มินิมอล คืออยากทำในสิ่งที่ยังไม่มีในตลาดไทย เพราะไม่อย่างนั้นเราก็ไปซื้อของคนอื่นก็ได้ แต่เราอยากทำในสิ่งที่คนอื่นยังไม่มีค่ะ

“สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นทำในสิ่งที่ตัวเองฝันไว้ เจนิสมองว่าอย่างแรกเลยต้องมี Passion ถ้าไม่มี Passion ก็ทำอะไรไม่ได้แน่ๆ เพราะถ้าคุณไม่รักในสิ่งที่คุณทำ แล้วจะทำไปทำไม อย่างเสื้อผ้าของเจนิสก็ไม่ได้กำไรมากมาย แต่ที่เจนิสเลือกทำเพราะเป็นความชอบ ทำแล้วมีความสุข ที่สำคัญต้องมีความอดทน ไขว้คว้า เรียนรู้ ทำการบ้านหนักมาก เพราะถ้าอยากประสบความสำเร็จคุณต้องรู้ว่าเงินไม่ได้วิ่งหาคุณแต่คุณต้องวิ่งหามันค่ะ”

ชื่นชมความสวยงามในคอลเลกชั่นเสื้อผ้าของ PITCHANAได้ที่  www.facebook.com/pitchanaofficial

The Hype Project
คุณจุฑาวรรณ ไกรฤกษ์ สุวรรณมาศ
Managing Director of The Hype Project Co., Ltd

น้องสาวคนเล็กแห่งบ้านไกรฤกษ์ บุตรสาวของ คุณเพิ่มพูน และคุณจุทาทิพย์ หลังจากเรียนจบกลับมาจากอังกฤษ และทำงานประจำอยู่ช่วงหนึ่ง ล่าสุดนอกจากลงขันเปิดร้านทำเล็บ Pamper me nail and dry bar กับพี่สาวทั้งสามแล้ว เธอยังจับมือกับญาติและเพื่อนสนิทเปิดบริษัท The Hype Project บริษัทพีอาร์เอเจนซี่ เพื่อตอบโจทย์ความชอบในงานด้านประชาสัมพันธ์

“หากย้อนไปตอนที่แตงกวาเรียนปริญญาตรีก็อาจจะไม่ตรงกับงานที่ทำตอนนี้เท่าไรค่ะ เพราะตอนนั้นแตงวาเรียนเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ คือแตงกวาจบ Development Geography ที่ King's College London แต่พอตอนเรียนปริญญาโท แตงกวาเรียน Media and Communications ที่ Regent's College London แตงกวารู้สึกตัวเองว่าชอบงานด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก และเคยมีโอกาสได้ฝึกงานที่ Arc Worldwide ก็รู้สึกถึงความชอบของตัวเองชัดเจนขึ้น จากนั้นก็ได้ทำงานด้านพีอาร์มาโดยตลอด ก็ยิ่งทำให้รู้ว่าตัวเองเอ็นจอยกับงานด้านนี้ค่ะ

“The Hype Project เริ่มต้นจากแตงกวากับ แก้ม (คุณสามสรา เอี่ยมเอกดุลย์) เคยทำงานกันมาอยู่แล้ว และเราก็เป็นญาติกัน เคยทำงานทางสายพีอาร์มาตลอดก็เลยคิดว่ามารวมตัวกันดีกว่าในเมื่อเรามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน และส่วนจินนี่ (จินดาภา เทวกุล ณ อยุธยา) ก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งเขาก็เข้ามาซัพพอร์ตเราในส่วนของ back office ส่วนแตงกวากับแก้มก็จะดูด้านหน้าคอยดูงานพีอาร์ค่ะ ซึ่งบริษัทของเราตอนเริ่มแรกเลย เราเริ่มจากด้าน Social Media Online ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นโปรดักท์ไลฟ์สไตล์ จากนั้นเราก็เลยคุยกันว่าอยากจะให้บริษัทก้าวไปข้างหน้า และโตขึ้น จึงเริ่มในส่วนอื่นๆ ด้วยเพื่อให้ครบวงจร ซึ่งเราก็จะมีในส่วนของ guest invitation ด้วยค่ะ ตอนนี้บริษัทเราก็เปิดมาครบ 1 ปีแล้ว แตงกวาและทุกคนในทีมมีความตั้งใจมาก เป้าหมายในอนาคตก็อยากให้เวลาที่ใครจะทำพีอาร์ก็อยากให้นึกถึง The Hype Project เป็นอันดับต้นๆ (ยิ้ม)

“ในทุกการทำงานแน่นอนว่ามันอาจต้องมีปัญหาอยู่บ้าง คุณพ่อคุณแม่ก็จะสอนให้ ‘Learn from your mistake’ สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เป็นประสบการณ์ เราก็ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด และสำหรับใครที่อยากจะลุกขึ้นมาสร้างธุรกิจของตัวเองนะคะ แตงกวาอยากจะบอกว่าอย่าไปกลัวค่ะ ถ้าเรารู้ว่าเราชอบอะไรแล้ว ก็ให้มั่นใจในสิ่งที่เราทำ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเราเอง พอเราได้ทำเราก็จะมีทางไปได้เอง คือทุกอย่างก็มีปัญหาอยู่แล้วไม่ว่าจะที่ไหน เราต้องค่อยๆ แก้มันไป อาจจะไม่ได้ดีที่สุดแต่มันก็จะเดินไปได้ ถ้าเราเชื่อในสิ่งที่เราทำว่าเราทำได้ สักวันเราก็จะทำได้แน่นอนค่ะแตงกวาเชื่อว่าอย่างนั้น”

Author By : June

SHARE    

SHARE