counters
hisoparty

หุ่นดีเริ่มง่ายๆ ด้วยวิธีคิดแบบฉบับ โค้ชมิกกี้ - นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร

2 months ago

เริ่มต้นปี 2018 หลายๆ คน คงตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเอง หรือ อยากให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่สถิติบอกไว้ว่า ประมาณ 80% ของคนที่ตั้งเป้าไว้ ท้อ หรือ หยุดก่อน ภายในเดือน กุมภาพันธ์ หรือ มีนาคม เหตุผลอาจมีหลากหลายด้วยกัน แต่หลักๆ เลย เช่น วิธีการตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จนเกินไป ขบวนการหรือรูปแบบที่ใช้เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้นๆ สุดขีดจนเกินไป หรือสุดท้ายอาจจะเป็นเพราะเหตุผล และจุดประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเองยังแข็งแรงไม่พอ

ความแข็งแรง แปลตรงๆ เลย คือความสามารถของเราที่จะทำ หรือบังคับ สิ่งของภายนอก ไม่จำเป็นต้องเป็นความแข็งแรงที่ใช้เวลาออกกำลัง แต่สามารถแปลเป็นความแข็งแรงของการตั้งเป้าหมาย วิธีการทำเพื่อไปถึงเป้าหมาย และเหตุผลหรือจุดประสงค์ของเป้าหมายเราได้ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่าง และปรับเปลี่ยนสุขภาพให้ดีขึ้น

หลายคนเริ่มต้นโดยการตั้งเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนลืมคือ เป้าหมายที่เราตั้งควรสมเหตุสมผล เป็นไปได้ และไม่โอเวอร์จนเกินไป คนส่วนมากจะตั้งเป้าหมายที่ใหญ่โต และระยะยาวเกินไป เช่น ลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมให้ได้ภายในหนึ่งเดือน หรือ มีซิกแพ็คให้ได้ภายในสิ้นปี ทั้งสองเป้าหมายนี้เป็นความตั้งใจที่ดี เว้นแต่ว่า อาจจะดูยิ่งใหญ่และยาวนานจนเกินไป ยกตัวอย่างการลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมในเดือนนึงเป็นอะไรที่เยอะมาก เป็นไปได้ แต่ไม่ดีต่อร่างกายเราในระยะยาว เพราะน้ำหนักที่เราควรลดในแต่ละเดือน อยู่ที่เพียงแต่ 1-2 กิโลกรัม เพื่อให้ยั่งยืนที่สุด แต่คนส่วนมากรอไม่ไหว และต้องการอะไรที่เร็ว และเป็นทางลัด จนลืมนึกถึงความมั่นคง และความเป็นไปได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ อยากสร้างซิ๊กแพ็คภายในสิ้นปีนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ดี แต่ด้วยความที่มันฟังดูห่างไกลมาก เพราะนี่เพิ่งเดือนแรกของปี ก็อาจจะทำให้เรา เสียสมาธิ และความอดทนไปก่อน จนไปไม่ถึง ดังนั้นลองเปลี่ยนมาตั้งเป้าหมายสั้นๆ ก่อน เช่น ออกกำลังกายให้ได้อาทิตย์ละ 3 วัน และควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละวันไปเรื่อยๆ พยายามลดน้ำหนัก เดือนละกิโลฯ พอทำสั้นๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็เป็นเป้าหมายระยะสั้น จะทำให้เราไปถึงระยะยาวได้เอง

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนล้มเลิกเป้าหมายคือ การใช้วิธีทำที่มาก และสุดขีดเกินไป จนเราไม่สามารถยึดติดกับมันได้ ยกตัวอย่างเลย เช่น พอเราอยาก ลดน้ำหนักปุ๊ป เราก็จะอดอาหาร หรือตัดแป้งตัดไขมันไม่ทานขนม จนทานน้อยมาก หรือออกกำลังกายทุกวัน วันละ 2-3 ชั่วโมง แน่นอนว่า ทั้งสองอย่างนี้ทำให้เห็นผลเร็ว แต่ถ้าถามว่า เราจะทำได้นานแค่ไหน ก็คงไม่นานมาก และอาจส่งผลเสียต่อร่างกายเราในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งก็อาจทำให้เรากลับมามีน้ำหนักมากเท่าเดิม หรือ มากกว่าเดิมได้ เลยอยากให้นึกถึงวิธีการไดเอ็ท หรือ วิธีการออกกำลังกายที่เราสามารถยึดติดได้ สี่หรือหกเดือนข้างหน้า

และสิ่งสุดท้ายที่อาจจะสำคัญที่สุดก็คือ เหตุผลและจุดประสงค์ของเป้าหมายว่าเราทำเพราะอะไร ยิ่งถ้าจุดประสงค์แข็งแรงมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งทำมันได้สำเร็จมากขึ้น ยกตัวอย่าง คนที่ต้องฟิตหุ่นเพื่อที่จะต้องแต่งงานจะมีความตั้งใจและประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนที่ต้องฟิตหุ่นเพื่อลดความอ้วนเฉยๆ เพราะเหตุผล และจุดประสงค์ชัดเจนและแข็งแรงกว่า หรืออีกหนึ่งตัวอย่าง นักกีฬาที่ต้องออกกำลังทุกวัน เพื่อไปแข่งและได้เงินจะมีจุดประสงค์และเหตุผลที่แข็งแรงกว่าคนทั่วไปที่ต้องออกกำลังทุกวันเพราะชอบกินอาหาร

แต่ที่สำคัญที่สุดเลยคือ การหาความแข็งแรงในตัวเรา เพื่อที่จะให้ไปถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะแค่เพื่อสุขภาพ การใช้ชีวิตที่ดีขึ้น หรือเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเอง โดยค้นหาว่า เราชอบทำกิจกรรมอะไร สามารถทำได้แค่ไหน หรือ ตัวเราเอง เหมาะกับการไดเอ็ทแบบไหน ที่เราสามารถยึดติดกับมันได้ การหันมาออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร ไม่ควรจะเป็นการลงโทษตัวเอง หรืออะไรที่ยุ่งยากและซับซ้อนจนเกินไป เพียงแค่เราสามารถเค้นความแข็งแรงในตัวเราเองออกมาก็จะสามารถไปถึงเป้าหมายได้แบบมีเหตุผล

Story by โค้ช มิกกี้ นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร

SHARE